VIP

คนที่ควรมี 06: ฮีโร่

posted on 24 Oct 2008 03:26 by roundfinger in VIP

Photobucket

 

ชีวิตคนเราควรมี 'ฮีโร่' ไว้อย่างน้อยสักหนึ่งคน

ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องมีพลังอำนาจวิเศษ

ไม่ต้องสวมใส่เสื้อฟิตหรือมีผ้าคลุมไหล่

ไม่ต้องใส่กางเกงในไว้ข้างนอก

 

ฮีโร่เป็นไปได้ตั้งแต่เด็กยันคนชรา

ทั้งโตกว่า และเยาว์วัย

ขอแค่เขามีอะไรที่ประทับใจเรา

และน่าเอาเป็นแบบอย่าง

 

ในการเดินทางครั้งยาวที่เราเรียกว่าชีวิต

หากลองคิดดูดีๆ บางทีมันก็แสนจะเคว้งคว้าง

เหมือนลอยเรืออยู่กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

เรากำลังมุ่งหน้าไปไหน เป็นคำถามสำคัญ

 

ในบางครา ทะเลชีวิตมืดมิดยิ่งกว่ามหาสมุทรใหญ่

น่าจะดีถ้ามีคนจุดไฟในประภาคาร

ส่องแสงสว่างให้เราเห็นทางเพื่อนำลำเรือมุ่งหน้าไป

แสงไฟ-แม้อยู่ไกล แต่ช่วยให้ไม่หลง

 

ฮีโร่คือคนที่อยู่บนประภาคารนั้น

เป็นความฝันของเรา

อยากทำได้เหมือนเขาในบางแง่มุม

สิ่งที่เขาทำสนับสนุนและแผ่พลังออกมาให้ทำบ้าง

ตามเส้นทาง และทำอย่างที่เป็นตัวเราเอง

 

หากเทียบกับการวาดภาพ

ฮีโร่เหมือน ต้นแบบให้ลอกตาม

แต่เมื่อลงมือลอก เราก็จะรู้ทันทีว่า

แบบสุดท้ายที่เสร็จออกมานั้น

ไม่มีวันเหมือนต้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่มีเค้าโครงของ ฮีโร่และมีส่วนผสมจากฝีมือของเรา

ซึ่งแตกต่างออกไป ทำให้สวยไปอีกแบบ

ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะกลายเป็นผลงานของเรา

แต่ต้องขอบคุณเขาที่เป็นแรงบันดาลใจ

 

บางที ฮีโร่ทำให้เรารู้สึกว่าเราตัวใหญ่

เมื่อคิดต่อไปว่า วันหนึ่งเราอาจจะทำได้แบบเขา

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเล็ก

อ่อนน้อม ถ่อมตน และรู้ดีว่าต้องฝึกฝนอีกมาก

หากอยากทำได้สักครึ่งหนึ่งของเขา

 

ตัวใหญ่ทำให้รู้สึกว่าเรามีพลัง

ตัวเล็กทำให้อยากพัฒนามือให้มีฝี

ซึ่งก็ดีทั้งสองอย่างใช่ไหม

 

ฮีโร่ไม่มีพลังวิเศษก็จริง แต่มีพลังธรรมดาที่แผ่ออกมาเผื่อคนอื่น

หากยื่นตัวเข้าไปใกล้ ระวังจะได้รับพลังโดยไม่รู้ตัว

นั่นเป็นเหตุผลที่คนเราควรมี ฮีโร่

เมื่อมี ฮีโร่ก็มีพลัง

 

บางคนที่ดูเหมือนจะเก่งบอกกับตัวเองว่า ฉันไม่มีฮีโร่

เขาไม่ได้ขี้โม้ เขาอาจจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้

ถ้าเขามีหมุดหมาย มีปลายทางที่ชัดเจน

มีเรี่ยวแรงมากเพียงพอ ไม่ย่อท้อระหว่างทาง

มีเข็มทิศและแผนที่ที่ดีพอที่จะไม่หลง เมื่อลมพายุพัดแรง

คงไม่แปลกที่เขาจะพึ่งพิงตัวเองโดยไม่เกรงภยันตราย

 

แม้ว่าทะเลชีวิตอันกว้างใหญ่จะเต็มไปด้วยอันตราย

แต่ทะเลแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยความเป็นไปได้เช่นกัน

อยู่ที่ใครจะมองความเวิ้งว้างไร้ขอบเขตนี้อย่างไร

แต่ถ้าอยากอุ่นใจ มีประภาคารหรือ ฮีโร่ไว้ก็น่าจะดี

เพราะหากวันไหนมีคำถาม เรากำลังมุ่งหน้าไปไหน

อย่างน้อยเราก็มีแสงไฟเป็นคำตอบ

Photobucket

 

ชีวิตคนเราควรมี 'นักมวยหมัดหนัก' ไว้อย่างน้อยสักหนึ่งคน

ไม่ได้มีไว้คุ้มครองป้องกัน แต่มีไว้ต่อยเราหนักๆ

ไม่ได้ต่อยให้สลบ แต่ต่อยให้ตื่น!

 

'นักมวยหมัดหนัก' มักเป็นคนที่ไม่ค่อยเกรงใจใคร

ในหมู่เพื่อนกันมันอาจถูกขนานนามว่า ไอ้ปากโดเบอร์แมน

แต่ก็แปลกดีที่ไม่มีใครแค้นเคืองมันจังๆ สักที

คนที่จะรอดจากการโกรธเกลียดแบบนี้ได้ต้องมีคุณสมบัติพิเศษ

และคุณสมบัติข้อนั้นคือ 'ความจริงใจ'

 

หมัดที่ 'นักมวยหมัดหนัก' ประเคนเข้าที่ปลายคางนั้น

ออกฤทธิ์ชะงัด หมัดเดียวจอด

บางครั้งเล่นเอามึน เพราะเขาไม่เคยต่อยเบา

ปล่อยหมัดออกมาที เป็นต้องเซถลา

เพราะ 'หมัด' ที่ปล่อยออกมานั้นคือ 'ความจริง'

 

ทั้งความจริงที่เราไม่เคยมองเห็น

และความจริงที่เราก็รู้ แต่ไม่อยากรับรู้

อยากจะอยู่กับความฝันต่อไป

ปล่อยหัวลอยอยู่บนเมฆ ละเมอว่าเหตุการณ์วิเศษจะเกิดขึ้น

หมัดของ 'นักมวยหมัดหนัก' จะกระทุ้งให้ตื่นจากฝัน

เรียกเราให้หันมาเผชิญหน้ากับความจริง

 

'นักมวยหมัดหนัก' ไม่ใช่เพื่อนที่ชอบให้ความหวังลมๆ แล้งๆ

ทำเป็นแกล้งมองโลกให้สดใส

ตรงกันข้าม 'นักมวยหมัดหนัก'

มักจะหันด้านที่มืดที่สุดของโลกใบนั้นมาให้เราเห็น

ด้านที่เป็นจริงที่สุด

 

"มึงตื่นได้แล้ว เขาไม่รักมึงแล้ว!"

ประโยคแบบนี้อาจเป็นแค่หมัดฮุก

หากยังไม่ตื่น มันอาจกระทุ้งด้วยหมัดที่หนักกว่านั้น

"เมื่อไหร่มึงจะเลิกโง่สักทีวะ"

ไม่เฉพาะเรื่องรัก มันต่อยหนักทุกเรื่อง

 

ถ้าเราอ้วน มันจะทักเราว่าอ้วน

ถ้าเราอัปลักษณ์ มันจะไม่ทักว่าเราหล่อ

ถ้าเราเตี้ยม่อต้อ มันก็จะเรียกเราว่าบรรหาร

ไม่มีทางโลมเลียเคล้าเคลียว่าเราเป็นอภิสิทธิ์

ทุกหมัดที่ออกจากปากมันเชื่อมั่นได้ว่า 'จริง'

หากอยากได้ยินถ้อยคำเพราะพริ้ง ต้องหันหูไปทางอื่น

 

มีคนมากมายที่พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน

มากกว่าที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด

บ้างก็ปกปิดไว้มิดชิดเพราะไม่อยากทำให้เราเสียใจ

แต่การปล่อยให้หัวลอยอยู่บนฟ้านานนักนั้นอาจจะไม่ดี

ตามองดาวได้ แต่ก็น่าจะดีกว่าถ้าเท้ายังติดดิน

 

'นักมวยหมัดหนัก' อาจพูดในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยินนัก

หมัดหนักๆ อาจทำให้เราเสียน้ำตา

แต่น้ำตาที่ไหลออกมาช่วยล้างตาให้มองเห็นอะไรชัดขึ้น

บางครั้งมึนไปชั่วขณะ แต่พอสร่างหมัดกลับเห็นทางออก

 

'นักมวยหมัดหนัก' แตกต่างจากนักมวยทั่วไป

เขาไม่ได้ 'ต่อย' เพื่อเอาชนะ

แต่ 'ต่อย' เพราะรักต่างหาก!

 

หมัดโหดๆ ของเขาบางครั้งก็เล่นเอาเราถูกน็อค

แทนที่จะโกรธ เรากลับหันไปขอบใจ

ขอบใจที่ทำให้เราตื่น-ลืมตา

และได้รู้ว่า ได้เวลาของวันใหม่แล้ว!

Photobucket

 

ชีวิตคนเราควรมี 'ครูถือไม้เรียว' ไว้อย่างน้อยสักหนึ่งคน

เมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก ตัวเล็ก แต่ใจใหญ่

อยากทำอะไรมากมายสารพัด

อยากพูดคำหยาบ อยากปล่อยเสื้อผ้ารุ่งริ่ง

อยากสูบบุหรี่ อยากขีดเขียนผนังห้องน้ำ

มีคนหนึ่งคนคอยปรามเราไว้

ผู้ปรารถนาดีคนนั้นคือ 'ครูถือไม้เรียว'

 

'ครูถือไม้เรียว' ไม่ใช่ครูที่นักเรียนรัก

แต่มักจะเป็นคนที่เราหวนคิดถึงเมื่อเวลาผ่าน

เราเติบโตโดยไม่ออกนอกลู่นอกทางมาได้ก็เพราะเขา

ตอนนั้นโกรธที่บางทีทำให้เรามีน้ำตา แต่พอโตมากลับคิดถึง

ที่คิดถึงเพราะยิ่งเติบโตยิ่งยากที่จะหาใครสักคนคอยถือไม้เรียวหวดก้นเรา

 

ใช่ว่าโตแล้วไม่ทำผิด ยิ่งโตยิ่งง่ายต่อการทำผิดด้วยซ้ำไป

แต่ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้ามารับหน้าที่ตีก้นของเรา

เขากลัวเราไม่ชอบ กลัวเราโกรธ กลัวเราโมโหจนเลิกคบ

ใครก็อยากให้คนอื่นหยิบยื่นถ้อยคำดีๆ ใส่รูหู

น้อยคนที่อยากรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง

บางครั้งปากบอกอยากรู้ แต่พอหูได้ฟัง ใจกลับกระวนกระวาย

 

'ครูถือไม้เรียว' คือผู้ที่ไม่กลัวถูกเกลียด

พร้อมหยิกเนื้อหรือตีเราเจ็บๆ ให้เรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไร

ว่ากำลังก้าวไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

คนที่จริงใจและปรารถนาดีไม่ได้หาได้ง่ายๆ เหมือนตู้เอทีเอ็ม

หาพบเห็นควรรีบเข้าไปกด

สิ่งที่ไหลออกมามีค่ายิ่งกว่าเงินทอง นั่นคือคำติเตียน

 

คำชมไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น มีแต่คำด่าเท่านั้น

แน่นอน ต้องเป็นคำด่าที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี

สิ่งที่ 'ครูถือไม้เรียว' ต้องการไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า

การเงี่ยหูรับฟังแล้วนำไปคิดทบทวน

ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เก็บไปคิด

หากเขาเตือนมาแล้วเราเอาแต่เถียงคำไม่ตกฟาก

ชีวิตนี้คงหา 'ครูถือไม้เรียว' ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

 

กระจกที่เราส่องทุกวันยังบอกเราได้ไม่ดีเท่า 'ครูถือไม้เรียว'

เพราะ 'ครูถือไม้เรียว' จะส่องในสิ่งที่เราเองก็มองไม่เห็นออกมาให้ได้รู้

หากทั้งสองหูว่างเว้นจากการสัมผัสคำติเตียนมาเนิ่นนาน

อาจจะได้เวลาหา 'ครูถือไม้เรียว' สักคนมาบ่นอยู่ข้างๆ กาย

คาถาเรียกครูง่ายๆ มีอยู่ว่า "ถ้าฉันทำอะไรไม่ดีช่วยเตือนฉันทีนะ"

แล้วเราจะรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมปวารณาตนเป็น 'ครูถือไม้เรียว'

แต่ขอมีครูดุๆ แค่คนเดียวก็พอแล้ว.