เขียนอะไรดี
posted on 17 Oct 2008 12:25 by roundfingerวันนี้ไม่มีอะไรจะเขียนครับ รู้แค่ว่าอยากเขียนบล็อก เพราะว่างเว้นไปนานแล้ว ก็เลยลองนั่งจุ่มก้นอยู่หน้าจอสว่างๆ จ้องไปได้ประมาณห้านาทีก็ยังไม่มี 'เรื่อง' ผุดขึ้นมา หลอดไฟไอเดียไม่ยักจะสว่างเหมือนหน้าจอ เมื่อคิดไม่ออกจึงเริ่มมองหา 'เรื่อง' พอดีไม่มีจิ๊กโก๋อยู่แถวนี้ ถ้ามีคง 'มีเรื่อง' แน่ๆ
แต่เมื่อใจสั่งมาราวกับพี่เสกโลโซ มือก็ว่าตาม นิ้วก็กระดิก
เคยได้ยินว่าหลายคนก็เคยมีความรู้สึกทำนองนี้เหมือนกัน คืออาการ 'คันนิ้ว' เกาก็ไม่หาย ทายาหม่องตราลิงถือถ้วยทองก็แก้ไม่ได้ คาลามายด์ก็ไม่ได้ผล วิธีเดียวที่จะรักษาคือนั่งลงหน้าคอมฯ แล้วพิมพ์อะไรให้หายคัน
นั่นคืออาการ 'อยากเขียนหนังสือ'
ปัญหาคือ 'จะเขียนอะไรดี'
สมัยเรียน B.A.D. เวิร์คช็อป มีคลาสเรียนเขียนก๊อปปี้ พี่ที่มาสอนสอนสนุกจนไม่อยากลุกกลับบ้าน พี่เขาบอกว่าถ้าอยากเขียนเก่ง กฏง่ายๆ มีอยู่แค่ว่า "เขียน เขียน เขียน"
แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ในวงเล็บ ก่อนเขียนเราคงต้อง 'คิด' ด้วย
หากมีศิลปินสักคนเริ่มต้นวาดรูปด้วยการปล่อยให้ความรู้สึก สี และองค์ประกอบในใจไหลลงมาเปื้อนผ้าใบ แล้วค่อยๆ ละเลงไปเรื่อยๆ กระทั่งเสร็จเป็นชิ้นงาน การเขียนหนังสือก็น่าจะทำเช่นนั้นได้เช่นกัน
น่าจะเป็นการเขียนแนว 'ถอดใจ'
คือถอดความในใจมากองไว้บนหน้ากระดาษ
นั่นเป็นหนึ่งวิธี ฟังดูคล้ายวิธีเขียนไดอารี่ของบางคน
แต่การเขียนที่มีการตระเตรียมประเด็นและเรื่องราวคร่าวๆ ในสมองมักจะให้ผลลัพธ์ที่มีเนื้อมีหนังมากขึ้น เมื่อคนเขียนรู้ว่ากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร แล้วค่อยปล่อยความคิดไหลมาปะปนกัน บางครั้งเริ่มต้นเขียนจากหนึ่งประเด็น แต่เมล็ดประเด็นมันก็งอกต้นแตกกิ่งแตกก้านออกมาเป็นประเด็นย่อยๆ อีกมาก และบางทีเมื่อลงมือเขียนความคิดก็ปรับเปลี่ยนไป ได้ไตร่ตรองมากขึ้น กระทั่งบางครั้งความคิดที่ลอยวนอลอึงไปมาอยู่ในสมองก็มาตกตะกอน ตกผลึกให้เห็นบนหน้ากระดาษนี่เอง
หากวันไหนงงๆ ลองหยิบกระดาษปากกาหรือนั่งจิ้มคีย์บอร์ดหน้าคอมฯ ดูสิครับ มันอาจจะช่วยเรียบเรียงความคิดวุ่นๆ ในหัวและในใจได้พอสมควร
บางคนเคยถามว่า 'อยากเขียนหนังสือต้องทำไง'
ตอบง่ายๆ ก็คือ 'เขียน'
แต่ถ้าในคำถามหมายความถึง 'หนังสือ' ที่จับถือได้ ไม่ใช่ตัวหนังสือที่เขียนเก็บไว้ให้สายตาคู่เดียวของเราเชยชม นั่นอาจจะต้องการอะไรมากกว่าการเขียน
'เขียนอะไรดี' เป็นคำถามสำคัญของคนที่อยากมีหนังสือที่มีชื่อตัวเองอยู่บนปก
ผมเคยคิดว่าการเขียนบล็อกเป็นการฝึกหัดทักษะการเขียนที่ดี เพราะมันเป็นการเขียนที่มีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนและสนทนา สิ่งสำคัญกว่าคือ เราได้รู้ว่า-เฮ้ย มีคนอ่านตัวหนังสือของเราเหมือนกันนะเว้ย!
ผมจึงเขียนบล็อก กะว่าจะฝึกปรือนวดมือบ่อยๆ ไม่ได้คิดไว้ว่าเนื้อหาในบล็อกจะถูกนำไปรวมเล่ม (แต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้วบ้างเหมือนกัน อุอุ) กระทั่งไม่เคยเซฟเนื้อหาเก็บไว้เลย เพราะที่เขียนๆ มาก็เรื่อยเปื่อยไปตามอารมณ์ เรื่องราง และความคิดที่ผุดขึ้นมาในแต่ละวัน วันไหนไม่ผุดก็ไม่เขียน ผุดเยอะก็เขียนยาว (วันนี้ไม่ผุดมันยังเขียนยาวเลย)
เวลามีใครมาถามว่า 'อยากเขียนหนังสือต้องเริ่มยังไง'
ผมมักจะตอบไปว่า "ลองเขียนบล็อกดูก่อนก็ได้ หนุกๆ" บางครั้งก็แนะนำต่อท้ายว่า "แต่ถ้าจะให้ดี มีหัวข้อรวบยอดสักนิดก็ดีนะ" เคยแนะนำน้องคนหนึ่งซึ่งเป็นดีเจหน้าใหม่ไปว่า ลองเขียนถึงชีวิตหลังไมค์ลงบล็อกดูสิ น่าสนใจดี ผมเองก็อยากรู้ว่าหลังไมค์ที่เขาชอบขอๆ กันนั้นเขาคุยอะไรกับดีเจ แล้วชีวิตหลังปุ่มเยอะๆ บนเครื่องหน้าตารุงรังนั้น ดีเจต้องทำอะไรบ้าง
จะว่าไปเรื่องที่คนเราจะเขียนได้มีมากมายเต็มไปหมด
ไม่มีใครมีชีวิตซ้อนทับกับเราเป๊ะๆ บางแง่มุมของเราอาจจะน่าสนใจสำหรับหลายคน
ผมเพิ่งมาคิดว่าการเขียนบล็อกเรื่อยเปื่อยของผมนั้นอาจไม่ได้ผลลัพธ์เป็นเนื้อเป็นหนังสักเท่าไหร่ และการแนะนำใครต่อใครที่อยากมีหนังสือให้เริ่มที่การเขียน 'อะไรก็ได้' ทุกวันนั้นอาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดี
เพิ่งได้อ่านหนังสือที่พูดถึงการเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า "หยุดเขียน 'อะไรก็ได้' ได้แล้ว!" เพราะ 'อะไรก็ได้' นั่นไม่มีวันจะสำเร็จเป็น 'หนังสือ' ออกมาได้
พี่เขาแนะนำว่าควรตั้งหลักให้ดี คิดให้ถ้วนถี่ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นจะมีใครอยากอ่านไหม จะมีบอกอที่ไหนสนใจหรือเปล่า จะมีสำนักพิมพ์ไหนทุ่มทุนสร้างหนังสือออกขายให้ไหม คำถามเหล่านี้ล้วนสำคัญในการที่จะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่ม
อ่านแล้วก็เห็นด้วย กระทั่งหนังสือทำมือก็เถอะ
แต่จากประสบการณ์ของตัวเองตอนที่เขียนหนังสือเล่มแรกก็ไม่ได้คิดละเอียดขนาดนี้ คิดแค่ว่าเขียนในสิ่งที่โคตรอยากจะบอกคนอื่นเลย อยากเล่าให้เขาฟัง ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเขียนหนังสือก็ได้ ถ้ามีเรื่องอะไรที่อยากเล่าให้คนอื่นฟังใจจะขาด หากเขียนออกมามักจะทำได้ดี เหมือนบางคนที่เขียนไดอารี่ไปน้ำตาหยดไป หากมีใครมาแอบอ่านก็พานจะน้ำตาหยดไปด้วย
สิ่งที่คนเขียนรู้สึก คนอ่านน่าจะรู้สึกด้วยเช่นกัน (ไม่มากก็น้อย หรือไม่ก็น้อยมาก)
ผมจึงคิดว่ามันเป็นวิธีเริ่มต้นที่มีหลักให้จับสองฝั่ง หากใช้ทั้งสองฝั่งก็น่าจะดี แต่อย่างน้อยมีฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็น่าจะทำให้โอกาสได้ถือหนังสือของตัวเองเป็นไปได้สูง
หนึ่งคือ ใช้หัว
สองคือ ใช้หัวใจ
ใช้หัว-คิดใคร่ครวญทบทวนดีๆ ว่าเนื้อหาที่กำลังเขียนนั้นมีคนอยากอ่านไหม คนเหล่านั้นจะเป็นใครกันหนอ
ใช้หัวใจ-ไม่ต้องคิดอะไรมากนัก แต่รู้สึกกับเรื่องนั้นมากๆ อินจัดๆ อยากเล่าโคตรๆ แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องนั้นอย่างเต็มความสามารถเพื่อทำให้คนอ่านรู้สึกได้ใกล้กับเรามากที่สุด
และหากจะมีอีกหนึ่งกลเม็ดก็อาจจะเป็นอย่างที่พี่เขาบอกไว้
นั่นคือ "หยุดเขียนเรื่อง 'อะไรก็ได้' ได้แล้ว!"
เพราะเรื่อง 'อะไรก็ได้' มันจะมีหน้าตาเป็นแผ่นๆ ที่วางแยกกัน ขณะที่ 'หนังสือ' นั้นจะมีหน้าตาเป็นกระดาษหนึ่งตั้งที่เย็บติดกันอยู่
หากอยากเขียน 'หนังสือ' คงต้องจินตนาการถึง 'หนังสือ'
เพราะถ้านั่งนึกถึง 'อะไรก็ได้' มันคงยากที่จะเสร็จออกมาเป็น 'หนังสือ'
โอว...ในที่สุดผมก็มีเขียนบล็อกเกือบเสร็จแล้ว จากที่ไม่รู้จะเขียนอะไร และผมก็เขียน 'อะไรก็ได้' อีกครั้งจนได้ แต่กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าจะลองปฏิบัติกลับกับทฤษฎีของพี่เขาดู กะว่าว่างๆ จะลองเย็บ 'อะไรก็ได้' รวมกันเป็นเล่ม ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นเล่มกันเขาได้ไหม
หนังสือชื่อว่าอะไร
ชื่อ 'อะไรก็ได้'

ปลื้ม
เคยคิดหลายทีว่าอยากเขียนบ้าง เปิดblog เปิด ไดอารี่
กี่ทีก็ร้าง คงเพราะไม่มีใจอยากเขียนจริงๆมั้ง
ชอบอ่านมากกว่า^^
เเหะๆๆ เห็นพี่นิ้วฝึกปรือการเขียนในบล๊อก ก็เลยขอมาเป็นหน้าม้าอ่านในบล๊อกพี่เเล้วกันค่ะ~~
#1 By iiws (58.9.131.225) on 2008-10-17 13:32