ซอสมะเขือเทศ

posted on 20 Sep 2008 05:08 by roundfinger

ฉันชอบสีเทา

ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มชอบมันตั้งแต่เมื่อไหร่ มันไม่ได้ชัดเจนถึงขั้นที่ฉันจะจดเก็บเอาไว้ว่า วันที่ยี่สิบเจ็ดมีนาสองห้าสามเจ็ดเป็นวันแรกที่ฉันชอบสีเทา ความชอบบางทีก็เหมือนน้ำที่ค่อยๆ ไหลซึมเข้าหากระดาษทิชชู รู้ตัวอีกทีก็เปียกฉ่ำ เฉอะแฉะไปด้วยความชอบ จะบิดทิ้งให้แห้งก็ยาก บิดแรงกระดาษอาจขาด และต่อให้บิดแค่ไหน ความชอบก็ยังชุ่มฉ่ำอยู่นั่นเอง วิธีที่จะทำให้เลิกชอบอาจจะต้องใช้วิธีเดียวกับตอนที่เริ่มชอบนั่นล่ะมั้ง ปล่อยให้ความชอบค่อยๆ ระเหยไปจากกระดาษทิชชู วันหนึ่งมันจะแห้งลง แต่อย่าหวังว่าทิชชูจะคืนสภาพขาวผ่องดั่งตอนที่ยังไม่ซึมซับสิ่งใดๆ เข้ามา ต่อให้แห้งแล้ว คราบความชอบก็ยังเผยตัวให้เห็นอยู่เช่นนั้น

ว่าจะเขียนถึงสีเทา ไหงไหลยาวถึงทิชชูไปเสียได้!

ก่อนชอบสีเทา ฉันเคยชอบสีอื่นมาก่อน ตอนเด็กๆ ชอบสีฟ้า โตขึ้นมาชอบสีเหลือง กระทั่งมาชอบใช้สีสะท้อนแสงระบายลงบนเพลทงานที่ต้องทำส่งอาจารย์ สีฟ้านั้นอาจจะชอบเพราะมันเป็นสีของเด็กผู้ชาย พ่อแม่ซื้อเสื้อผ้ามามีแต่สีฟ้าทั้งนั้น บางวันอยากใส่สีชมพู แต่ก็เรียนรู้ว่ามันเป็นสีของผู้หญิง ไม่รู้จริงไหม แต่ตอนนั้นก็เชื่อไปแล้ว ส่วนสีเหลืองนั้นชอบเพราะสดใส เห็นแล้วตาสว่าง อยากออกไปวิ่งเล่น สีสะท้อนแสงอาจเป็นเพราะอยากให้งานตัวเองแปลกตา โดดเด่นออกมาจากงานที่แวดล้อมมัน หลังจากนั้นฉันจึงมาชอบสีเทา

ฉันชอบสีเทาเพราะมันเป็นกลางดี ไม่ถูกไม่ผิด ไม่ขาวไม่ดำ ทำตัวเป็นกลาง และยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้ขาวไปเสียหมด แต่ก็ไม่ได้กดตัวเองว่าจะดำเมี่ยมเยี่ยงถ่าน เห็นไหมเล่า กระทั่งถ่านดำๆ ก็ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการก่อไฟให้ความสว่าง ไม่มีอะไรดำอะไรขาวอย่างแท้จริงหรอกมั้ง

ตอนเริ่มชอบสีเทาก็ไม่ได้มานั่งหาความหมายมากมายแบบนี้ ก็แค่ชอบเพราะมันดูแล้วสบายตาดี แถมมันยังเป็นเพื่อนกับทุกสีในโลก ใครแต่งตัวไม่เป็น ลองถ้ามีกางเกงสีเทาอยู่ในตู้เสื้อผ้าสักตัว ต่อให้หลับตาหยิบเสื้อมามั่วๆ ไม่ว่าสีไหนก็ยังใส่เข้าชุดกับสีเทาได้อย่างไม่น่าเกลียด ส่วนใหญ่ผลลัพธ์จะออกมาสวยซะด้วยซ้ำ

พูดถึงเรื่องเสื้อผ้า สีเทาจะหลบตัวให้ส่วนอื่นเด่นกว่าตัวเอง เสื้อเหลืองกางเกงเทา เสื้อเขียวกางเกงเทา นั่นเท่ากับว่าคนใส่อยากเน้นส่วนบน และส่วนล่างก็แค่ทำตัวกลมกลืนไปกับพื้นโลก เหมือนไร้ตัวตนแต่ที่จริงก็มีส่วนร่วมในความสำเร็จ ลองถ้าใส่เสื้อแดงกางเกงส้ม เสื้อกับกางเกงก็จะแข่งขันกันจนไม่รู้จะจับจ้องตรงไหน

เมื่ออยู่ด้วยกัน คนหนึ่งเด่น อีกคนหนึ่งก็น่าจะถอยฉากไป ไม่ได้หมายความว่าสำคัญน้อยกว่า แต่หมายความว่ารู้หน้าที่ เพื่อช่วยกันให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม บางครั้งการแข่งขันช่วงชิงของสีสันอันแสบตากลับได้ผลออกมาเป็นที่น่ารำคาญตาและรำคาญใจไปเสียด้วยซ้ำ

ฉันเคยซื้อเสื้อสีเทามาหลายตัว แต่ใส่แล้วไม่รอด ไม่ใช่ความผิดของสี แต่มันเป็นความผิดของพุงต่างหาก ถ้าไม่ติดว่ามันติดอยู่กับร่างกายฉัน ฉันคงหวดมันให้ยุบไปแล้ว จะได้ใส่เสื้อสีเทากับเขาได้บ้าง

หลังจากฉันได้ลองจับตะหลิว หิ้วกระทะ ขยับมีด ฉันก็ได้พบส่วนประกอบหนึ่งในอาหารที่มีนิสัยคล้ายสีเทา

สิ่งนั้นคือ ซอสมะเขือเทศ

ซอสมะเขือเทศเป็นเครื่องปรุงรสที่น่ารัก มันช่วยเพิ่มสีสันให้อาหาร แต่ก็ปะปนไปกับสิ่งอื่นๆ อย่างเงียบๆ สิ่งที่มากกว่าสีสันคือรสชาติของมันต่างหาก หากสีเทาทำให้สบายตา รสชาติของซอสมะเขือเทศก็ทำให้สบายลิ้น ฉันเคยลองทำผักชุปแป้งทอด ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าผิดหวัง แต่เมื่อฉันหันไปเห็นซอสมะเขือเทศที่ตั้งไว้บนโต๊ะ ฉันก็พบความหวังที่ปลายอุโมงค์ เพียงบีบมันออกมา แล้วเอาผักชุบแป้งทอดไปคลุกเคล้าก่อนเอาเข้าปาก ก็เพิ่มความอยากกินได้มากโข

ไม่ว่าอาหารจะรสชาติแย่สักไหน ลองถ้าได้ซอสมะเขือเทศเปื้อนผิวหนังสักหน่อย อย่างน้อยมันก็อร่อยขึ้น แครอททั้งหม้อที่ฉันลองเอาไปต้ม รสชาติน่าพะอืดพะอมก็รอดพ้นปากถังขยะที่อ้ารออยู่มาได้ก็ด้วยบุญคุณซอสมะเขือเทศนี่เอง

วันนั้นหลังจากที่มันช่วยชีวิตแครอทและผักทอดมาได้ ฉันนั่งเคี้ยวไปคิดไป ถ้าอยากเป็นเพื่อนกับใครเราน่าจะทำตัวเป็นซอสมะเขือเทศ เวลาเพื่อนอารมณ์บูด เราก็ปรับรสชาติให้ดีขึ้น ถ้าเพื่อนสองคนไม่เข้ากัน เทเราไปตรงกลางก็มาร่วมจานร่วมงานเดียวกันได้

ซอ