the soundtracks of my love

posted on 21 Jan 2008 10:04 by roundfinger

สวัสดีวันหิมะตกครับ!

 

เมื่อวาน ผมได้แปะโปสเตอร์โฆษณาหนังสือเล่มล่าของตัวเองลงบนผนังร้านคุกกี้แห่งนี้ แต่แล้วไม่ทันไรก็ดึงออกไปเสียดื้อๆ มันมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังนิดหน่อยครับ

 

จะว่าไป ผมไม่เคยเล่าถึงกระบวนการในการตั้งชื่อหนังสือของผมเลย ซึ่งจริงๆ จะเรียกมันว่า "กระบวนการ" ก็ดูจะจริงจังเกินไปหน่อย เพราะมันไม่ค่อยจะมีกระบวนการสักเท่าไหร่ ชื่อหนังสือแต่ละเล่ม มักจะเกิดขึ้นจากการครุ่นคิดอย่างหนัก บางเล่มก็ลิสต์จนเต็มกระดาษ แล้วก็ค่อยๆ วงเลือกเอา แต่บางเล่มก็ไม่ได้จดลงกระดาษเลย นั่งนึกตอนขับรถ คิดแล้วก็ทดไว้ในสมอง เมื่อรถจอดจึงหยิบปากกาขึ้นมาจด และชื่อที่นึกตอนไม่มีกระดาษ มักจะเป็นชื่อที่เลือกเสมอ แปลกดีเหมือนกัน

 

เคยมีคนบอกว่า เราจะคิดอะไรออกก็ต่อเมื่อใช้เวลากับมันมากๆ แล้วก็พักสักหนึ่งเฮือก ความคิดดีๆ จะออกมาตอนที่เราเผลอ อาจจะจริง เวลาเราทำหน้าครุ่นคิดเคร่งเครียด มันจะเข้ามาแต่ก็คงกลัวจะถูกตวาดไล่ให้ไสหัวไป!

 

สองคืนก่อน ผมนอนคิดชื่อหนังสือเล่มใหม่กลิ้งไปมา กระทั่งหลับคาปากกาและกระดาษ ผมทดเอาไว้พอสมควร ตื่นขึ้นมา ก็กระชากปากกาที่ปักอยู่ที่กระพุ้งแก้มออกมา หยิบทิชชู่เช็ดเลือด ปั้นดินน้ำมันอุดรูแผลให้เลือดหยุดไหล แล้วจึงทดชื่อต่ออย่างไม่ย่อท้อ รวมชื่อในกระดาษที่ทดด้วยลายมือ กับชื่อบนแผ่นสี่เหลี่ยมขาวๆ ในหน้าจอมอนิเตอร์เข้าด้วยกัน ผมว่ามันอาจจะเฉียดๆ ร้อยชื่อ

 

มีบ้างที่ชอบ แต่ไม่ชอบที่สุด

 

ผมกับพี่แป๊ด (บ.ก.) คุยกันไว้ว่า เราตุนชื่อ "ทฤษฎีสีชมพู" เอาไว้ ยังไงก็ยังมีชื่อนี้ที่เราพอใจกันทั้งสองฝ่าย แต่ผมยังรู้สึกว่า น่าจะมีชื่อที่เหมาะสมกับหนังสือเล่มนี้อีก เพียงแค่ผมยังไม่เดินไปชนมันเท่านั้น

 

เมื่อวานเย็น ระหว่างนั่งรอสปาเก๊ตตี้หมูทอด จู่ๆ ชื่อหนังสือที่ผมเคยตั้งเอาไว้ตั้งนานนมก็ปรากฏขึ้นในหัว "เพลงประกอบชีวิต" (The Soundtrack of Life) แล้วผมก็ทำตาโตลุกโพลง จนพนักงานเสิร์ฟนึกว่าผมเจอทองสองสลึงในจานสปาเก๊ตตี้ เปล่า พ่อครัวไม่ได้ทำสร้อยทองหล่น แต่ผมเจอชื่อแล้ว มันอยู่ในจานสปาเก๊ตตี้นี่เอง

 

ผมหยิบกระดาษปากกาขึ้นมาจดและลองสเก็ตช์ปกเรียบๆ คิดว่าถ้าเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษน่าจะสวยดี และพอดีว่าชอบคำว่า soundtrack เสียด้วย ก็เลยทดลงไปว่า "the soundtracks of my love" โดยมีชื่อภาษาไทยห้อยต่องแต่งอยู่ข้างล่างว่า "เพลงรักประกอบชีวิต"

 

ทันใดนั้นผมก็นึกออกว่า มันคือเนื้อหาในหน้าแรกที่ผมนั่งลงเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ลืมมันไปแล้ว เพราะเรา (ผมกับพี่แป๊ด) คุยกันว่า เราจะตัดมันทิ้งไป เพราะผมมีคำนำใหม่ใส่ลงไปในเล่ม

 

วันนี้ ผมลองเปิดมันออกมาอ่านอีกครั้ง และมันก็ยิ่งตอกย้ำกับผมว่า ไม่มีชื่อไหนที่จะเหมาะไปกว่าชื่อนี้อีกแล้ว "the soundtracks of my love" หรือ "เพลงรักประกอบชีวิต"

 

เหตุผลอยู่ด้านล่างนี้ครับ

..................................

 

 

หากชีวิตมีเพลงประกอบ

 

หากชีวิตของเราเป็นอัลบั้มเพลงสักหนึ่งอัลบั้ม มันจะบรรจุเพลงใดไว้บ้าง

และจะมีด้วยกันทั้งหมดกี่เพลง

 

            อัลบั้มเพลงโดยทั่วไปมักมีส่วนผสมของเพลงเร็วและเพลงช้า เพลงสุขสมหวังและเพลงเศร้า จะว่าไปมันก็คล้ายกับชีวิตของคนเราเหมือนกัน ไม่มีอัลบั้มไหนสดใสร่าเริงไปเสียทุกเพลง หรือต่อให้มี เมื่อฟังมาถึงเพลงที่หกหรือเจ็ดก็อาจจะเริ่มเอียนกับความสดใสและท่วงทำนองอันคึกคักแล้วก็เป็นได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าจะมาเศร้ากันตั้งแต่ต้นจนจบอัลบั้ม คอตกกันตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายก็ดูจะหดหู่เกินไปหน่อย

            ชีวิตที่สมดุลและธรรมดา ย่อมมีสุขกับทุกข์สลับกันไปมาแก้เบื่อ

            อัลบั้มเพลงที่สวยงามและรื่นรมย์ ก็ไม่ต่างกัน

            ไม่เฉพาะเพลงแห่งความสุขสนุกๆ เท่านั้นหรอกที่รื่นรมย์ เพลงเศร้าบางเพลงก็สวยงาม เศร้าแค่ไหนก็ไพเราะ และยังอยากฟังซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

            ไม่ต่างกับความรักบางครั้ง เศร้า แต่ก็อยากฟังซ้ำ

 

            หากนำเพลงทั้งหมดที่มีในโลกนี้มาเทรวมกัน เราคงจะเห็นว่าโลกนี้มีเพลงรักเกินกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เพลงรักก็ไม่เคยเพียงพอ โลกยังคงต้องการเพลงรักเสมอ เพราะปริมาณเพลงรักก็ยังน้อยนัก หากเทียบกับปริมาณความรักที่โลกมี และหากอยากคำนวณหาจำนวนของคนที่มีความรัก อย่างต่ำที่สุดคงต้องเอาสองคูณจำนวนความรัก เห็นไหมว่าไม่ใช่น้อยๆ เลย

            บางคนตั้งคำถาม-ทำไมเพลงมากมายจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรัก ต่างจากหนังหรือหนังสือซึ่งมีเรื่องรักจำนวนน้อยกว่า เป็นไปได้ไหมว่า เพราะเพลงกับความรักมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายกัน ทำให้ไปด้วยกันได้ดี คือทั้งคู่เป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสด้วยใจ นั่นหมายความว่า เราฟังเพลงและฟังความรักด้วยสมองด้านอารมณ์ ไม่ใช่ด้านเหตุผล เราชอบใครสักคนหรือเพลงใดสักเพลง เราไม่เคยมานั่งคิดหาคำตอบว่าทำไมเราจึงชอบ เรามักจะชอบไปก่อนแล้ว ชอบไปเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยกลับมาย้อนถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงชอบเพลงนั้น ทำไมเราถึงรักคนคนนี้

            แต่-แน่ใจหรือว่ามีคำตอบ และแน่ใจหรือว่าควรตอบ

            ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผลแจ่มชัดนักบางครั้งมันก็บริสุทธิ์ดี

            จะว่าไป เวลาที่เราชอบอะไรเราไม่ค่อยต้องการเหตุผลเท่าไหร่หรอก แต่เวลาจะเลิกชอบนั่นต่างหากที่ต้องขนเหตุผลมากองไว้ตรงหน้า เพื่อหลอมรวมมันเป็นกรรไกรเอาไว้ตัดใจจากสิ่งที่เคยรัก

 

            ผมมักจะชอบเพลงๆ หนึ่งโดยที่ไม่ทันตั้งตัวเสมอ รู้สึกตัวอีกทีก็ชอบมันไปแล้ว บางเพลงก็ชอบตั้งแต่ได้เจอกันครั้งแรก บางเพลงก็รู้สึกเหมือนเป็นเพลงที่รอมานาน (ยังจำความรู้สึกตอนได้ยินเพลง ก่อน ของโมเดิร์นด็อก ครั้งแรกในวิทยุได้เลยว่า รู้สึกเหมือนได้เจอหญิงสาวที่รอมานาน ก่อนเจอเราบอกไม่ได้ว่า เธอรูปร่างหน้าตา ท่าทาง ลักษณะ นิสัยเป็นยังไง แต่พอเจอแล้วมันช่างใช่ไปเสียหมดจนความรักเธอเข้ามา ทำให้ดวงตาของฉันมันสดใส) บางเพลงก็เหมือนบางคน ชอบเพราะเจอกันบ่อย จากเฉยๆ กลายเป็นชอบ จากชอบก็กลายเป็นติดเข้าไปในหัว มันค่อยๆ ซึมเข้าไปเพราะความคุ้นเคย บอกไม่ได้ว่าเริ่มชอบเพลงนั้นในวันไหน แหม ใครจะไปรู้ตัว

            จากย่อหน้าที่ว่ามา เพลงกับคนรักดูเหมือนจะคล้ายกันอยู่ไม่น้อย

            สิ่งหนึ่งที่เพลงต่างไปจากคนที่เรารัก คือ เพลงไม่เคยเปลี่ยน มันเคยเป็นของมันแบบไหนมันก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอด ทุกครั้งที่เรากลับไปหามัน มันไม่เคยทำให้เราเสียใจ หรือผิดหวัง ยังคงไพเราะเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน หากเราฟังแล้วมันไม่เพราะเหมือนเดิม ก็คงต้องยอมรับความจริงว่า เราเปลี่ยนไปแล้ว เราเองนั่นแหละที่เปลี่ยนไป เพราะเพลงไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ

            ไม่แปลกหรอกละมัง ถ้าเราจะเบื่อหรือรู้สึกเฉยๆ กระทั่งรำคาญเพลงที่เราเคยชอบนักชอบหนา แหม จะมีสักกี่เพลงกันที่เราจะหลงรักมันตลอดไป ตกหลุมรักซ้ำๆ ได้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า และอยากฟังมันซ้ำๆ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี

            มีสักกี่เพลงที่เป็นเช่นนั้น

            ในหนึ่งชีวิตของเรา คงมีเพลงให้รัก-หลง-ลืมจำนวนไม่น้อย แต่มีเพลงจำนวนหนึ่งที่ติดอยู่ในความรู้สึกเสมอ มันติดอยู่ในนั้นเหมือนที่เศษซากความทรงจำภาพเก่าๆ ของใครบางคนติดอยู่ในซอกสมอง ไม่สามารถแซะให้มันหลุดออกมาได้ ทุกครั้งที่เราได้ยินเพลงเหล่านี้ ภาพเก่าๆ ก็จะผุดพร่างขึ้นมากลางอากาศทันที

            เป็นภาพเก่าๆ เป็นภาพเดิมๆ

            นอกจากเพลงเพลงหนึ่งจะประกอบขึ้นจากเนื้อร้องและทำนองแล้ว มันยังมีส่วนผสมของความทรงจำส่วนตัวของแต่ละคนอยู่ในนั้นด้วย เมื่อมันได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ได้เข้าไปเป็นเพลงประกอบในฉากชีวิตเหล่านั้น มันก็กลายเป็นวัตถุทรงจำชิ้นหนึ่งไป

            เหมือนเวลาที่เราเห็นของบางชิ้นที่ใครคนนั้นเคยมอบให้ แล้วภาพเก่าๆ ก็จะปรากฏขึ้น

           

            บนโลกใบนี้มีเพลงรักเป็นหมื่นล้านเพลง จะมีกี่เพลงที่เราจดจำและอยากฟังอีกครั้งแล้วครั้งเล่า มีกี่เพลงที่ฟังกี่ครั้งก็ยังสวยงามเสมอ มีกี่เพลงที่แม้จะเศร้า แต่เราก็อยากเศร้ากับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก

            สำหรับผม-มีไม่กี่เพลงหรอกครับ

            บนโลกใบนี้มีผู้คนหกพันล้านคน จะมีกี่คนที่เราจดจำและหวนคิดถึงทุกครั้งที่ได้ยินเพลงที่มันเคยประกอบช่วงเวลาที่เราใช้สอยร่วมกัน มีกี่คนที่เรายังคงรำลึกถึงเสมอแม้ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย

            มีไม่กี่คนหรอกครับ

           

            หากหนังสือเล่มนี้เป็นอัลบั้ม นี่คืออัลบั้มเพลงประกอบชีวิต (The Soundtrack of Life) ส่วนหนึ่งของผม เป็นเพลงที่ ประกอบร่างชีวิตส่วนหนึ่งของผมขึ้นมา และมันยังคงเป็นชิ้นส่วนสำคัญกระทั่งถึงทุกวันนี้ และผมคิดว่ามันน่าจะคงอยู่ตลอดไป

            เพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้ เป็นเพลงที่ผมยังคงหยิบมันขึ้นมาฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีเบื่อ

            ครับ ผมชอบมัน และชอบเหตุการณ์ทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในเพลงเหล่านี้ เป็นมิวสิควิดีโอที่มีผมและคนน่ารักๆ เหล่านั้นร่วมกันแสดง

            วันนี้พอจะมีเวลาไหมครับ หาโซฟานุ่มๆ สักตัว เลือกที่เอนหลังลงไปแล้วรู้สึกสบาย (แต่อย่าสบายมากเกินไป เดี๋ยวจะหลับไปเสียก่อน) หยิบคอตตอนบัตมาปั่นหูให้สะอาด แล้วมานั่งฟังเพลงไปพร้อมๆ กัน บางช่วงของบทเพลง ภาพความทรงจำของคุณเองอาจจะหลุดลอยออกมาปะปน บางจังหวะคุณอาจนึกถึงเพลงประกอบชีวิตในอัลบั้มของคุณบ้าง

นึกถึงเพลงที่คุณชอบ นึกถึงคนที่คุณรัก

 

 

 

Photobucket

 

Photobucket

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

รออ่านจ้า
อยากรู้จักเพลงนั้น อิอิ

#4 By jummdcu (125.24.40.231) on 2008-01-21 11:23

รอฟังอยู่นะเนี่ย big smile

#5 By สิ (58.8.89.167) on 2008-01-21 20:18

ขอเล่านิดนึงนะพี่เอ๋

สิเคยมีความคิดจะรวบรวมเพลงที่สิชอบ
ไรท์ใส่ซีดีส่งไปให้คนคนหนึ่งฟัง
(ถ้าเค้าไม่ซื่อจนเกินไปก็น่าจะเข้าใจ)
แต่ก็ยังไม่ได้ส่งจนปัจจุบัน


บางทีถ้าได้อ่านหนังสือของพี่เอ๋แล้ว
สิอาจจะตัดสินใจอะไรได้ใหม่ก็ได้นะ
ถึงเวลานั้นแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

โอ้วว วว เขียนไปเองแล้วเขิลเอง
แก่แดดเหลือหลาย

#6 By สิ (58.8.89.167) on 2008-01-21 20:23

ยิ่งได้อ่านเหตุผลประกอบยิ่งอยากอ่านหนังสือเข้าไปใหญ่

รออ่าน
และ
รอฟัง
อยู่นะคะ


Hot!

#7 By BLUE. on 2008-01-21 20:48

" สิ่ง หนึ่งที่เพลงต่างไปจากคนที่เรารัก คือ เพลงไม่เคยเปลี่ยน มันเคยเป็นของมันแบบไหนมันก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอด ทุกครั้งที่เรากลับไปหามัน มันไม่เคยทำให้เราเสียใจ หรือผิดหวัง ยังคงไพเราะเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน หากเราฟังแล้วมันไม่เพราะเหมือนเดิม ก็คงต้องยอมรับความจริงว่า เราเปลี่ยนไปแล้ว เราเองนั่นแหละที่เปลี่ยนไป เพราะเพลงไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ "

เถียงไม่ออกจริง ๆ ค่ะ ... sad smile
กำลังรออยู่นะคะ : ]
เพลงรักประกอบชีวิตHot! big smile

#8 By {CODE;4079} on 2008-01-21 20:54

อิจฉาคนอยู่เมืองหิมะตก

พี่เพิ่งรู้นะเนี่ยะ ว่าชื่อนี้ได้มาด้วยเลือด ( และน้ำตาด้วยหรือเปล่า )

แต่ว่า เยี่ยมมากเอ๋ ที่สามารถแก้ปัญหาทุกข้อได้เลย

#9 By พี่แป๊ด (58.9.204.134) on 2008-01-21 21:00

ก้อดีนะคะ

แต่เราชอบชื่อเก่ามากกว่า

^^มันเพราะดีน่ะ

แต่ชื่ออะไรเราก็รออ่านอยู่แล้ว

big smile

#10 By iamploynin on 2008-01-21 21:09

ดีใจด้วยนะค่ะ ที่กำลังจะมีหนังสือใหม่ ขอให้ขายดีๆๆ
ปล. มีทั้งคุณศุ กะพี่บอย โกสิยพงศ์มาเขียนคำนิยมให้ด้วย แสดงว่าไม่ธรรมดาแหงมๆ :)

#11 By snowflake (202.28.117.235) on 2008-01-21 21:23

น่าอ่านมากๆค่ะ
ตั้งตารอค่ะ

#12 By DorkyGirl on 2008-01-21 21:30

Hot! Hot!

big smile big smile

เหมือนกันเลย...

เพลงบางเพลงให้ความรู้สึกว่า

"ทำไมช่างเข้ากับฉันตอนนี้จังนะ.."

#13 By รักคือ? on 2008-01-21 22:45

สวัสดีวันหิมะตก(ที่เซี่ยงไฮ้)

อ่านไป(ยังคง)ตื่นเต้นไป ทำไมไม่รู้
อาจเพราะสนุกกับ กระบวนการ ที่เล่ามาก็เป็นได้

ตอนนี้ โซฟาพร้อม คนพร้อม คอตตอนบัตพร้อม เพลงประกอบชีวิตเราช่วงนี้ก็พร้อมที่จะบรรเลงให้ฟังระหว่างรอ เพลงรักประกอบชีวิตของนิ้วกลมฉบับบสมบูรณ์ ไม่แน่นะไปๆ มาๆ เพลงรักประกอบชีวิตนิ้วกลมอาจจะเข้ามาเป็นเพลงประกอบชีวิตเราโดยไม่รู้ตัวก็ได้

^^

ปล.1 เราชอบ 'ก่อน'
ปล.2 ปากกาปักแก้ม! หวังว่ารูนั้นจะไม่ทำให้หมดหล่อนะ ต่อไปดูแลแก้มดีๆ ล่ะ

#14 By oum (124.121.117.2) on 2008-01-21 23:31

ชอบสีปกเหลือหลาย ถูกใจค่ะ

^^

#15 By beambongga on 2008-01-21 23:57

เพลงรักสำหรับมะนอยมันมีแต่เพลงเศร้าทั้งนั้นเลยค่ะ..
..เฮ้อ !!..
แต่ก็ยังชอบฟังอยู่ดี..
..ทำไมรู้สึกว่าเพลงเศร้า มันเพราะกว่าเพลงที่มีความสุข มากโขเลย..555

#16 By มะนอย (61.7.174.171) on 2008-01-21 23:59

อ้อ..!!
ลืมบอกว่า ยังรออ่านอย่างใจจดใจจ่อมากมาย สุด ๆ เลยค่ะ

#17 By มะนอย (61.7.174.171) on 2008-01-22 00:00

เอาใหม่ๆ
ขอชมอีกที
ปกพี่เท่ห์มากกกกกกก

#18 By beambongga on 2008-01-22 00:05

จาลงแดงแว้ววว

#19 By laila (124.120.13.245) on 2008-01-22 00:09

อยากจะหยิบมาอ่านจนรอไม่ไหว

แต่ไงก็จะรอค๊า

#20 By muchroom (124.121.177.145) on 2008-01-22 02:20

สั่งซื้อเลยได้มั้ยค่ะ??
กลัวจะไม่ได้อ่านembarrassed

#21 By DeK Tha! In DreaM CiTy on 2008-01-22 04:21

รอเวลาไปจ่ายเงินที่ร้าน ><

แต่คงต้องยืดเวลาฟังไปก่อน มีสอบครั้งยิ่งใหญ่

#22 By Crucify on 2008-01-22 07:00

ผมมักจะชอบเพลงๆ หนึ่งโดยที่ไม่ทันตั้งตัวเสมอ รู้สึกตัวอีกทีก็ชอบมันไปแล้ว บางเพลงก็ชอบตั้งแต่ได้เจอกันครั้งแรก บางเพลงก็รู้สึกเหมือนเป็นเพลงที่รอมานาน


จริงอย่างที่พี่เอ๋ว่าคะconfused smile

#23 By แพศยา ตาใส on 2008-01-22 07:23

กรุ๋งกริ๋ง..

กี่บาท ! ! 555confused smile

นึกว่าจะไล่สี จาก เทา ไป ชมพู เสียอีก
ตื้ด_ตือ_เมื่อสีทั้งสองผสมกัน...(จำไม่ได้ละ)

กรุ๋งกริ๋ง..

#24 By echaba (125.25.169.21) on 2008-01-22 08:43

เพลงก้อคือชีวิต
และชีวิตก้อเป็นเพลงด้วยค่ะ

#25 By ~*(pe^a^ch)*~ on 2008-01-22 09:39

เย้ ๆ

#26 By doObObb (58.137.4.67) on 2008-01-22 09:48

วิ้งๆ

เลยช่วงนี้

อยากอ่านแล้ว

#27 By ชายกลาง (203.155.74.131) on 2008-01-22 10:35

อ่านชื่อหนังสือเเล้วคิดถึงน้อง "สิ"
ขึ้นมาทันทีเลยค่ะ
"ชีวิตก็เหมือนบทเพลง จะดีดจะร้องบรรเลงก็เพลงของเรา"

ตอนนี้พี่นิ้วกำลังร้องเพลงรักให้ฟัง.....


อยากอ่าน+อยากฟังหนังสือเล่มนี้เเล้วค่ะ

#28 By iiws (58.9.122.192) on 2008-01-22 10:39

ตึกๆ ตึกๆ ตึก... ตื่นเต้นกับการรอคอย

#29 By เจน (158.108.86.83) on 2008-01-22 10:44

the soundtracks of my love
เล่มนี้หนามั๊ยค่ะพี่เอ๋ กี่หน้า ไม่เอาบางๆแล้วนะอ่านจบเร็ว
แต่ชอบเบา ๆ เหมือนทุกเล่มที่ผ่านมา สะดวกเวลาพกพาติดตัวไปอ่านตามที่ต่าง ๆ

ปล.จะรออ่านด้วยใจจดจ่อค่ะbig smile

#30 By ก้อย (124.120.102.247) on 2008-01-22 10:46

"ฮึ้ย เอนทรี่หาย!!"
"ฮึ้ย มีการเปลี่ยนแปลง embarrassed "
"หรือว่าจะเปลี่ยนสีปก ดีๆๆ"
.....
"ฮึ้ย เปลี่ยนชื่อหนังสือ ชื่อเพราะ ชื่อเพราะ"
"ว้า ก็ยังชมพูอยู่ดี"
"เกือบ50%เป็นสีส้ม ทำเป็นไม่เห็นสีชมพูละกัน"
"หยิบก็ได้ big smile "
ยังไงก็หยิบคร้าบ :]

ปล."สองเพลงรักของ แสตมป์ 7thSCENE และ นิ้วกลม" 5555+ ขำพี่นิ้วว่ะ question (ขำคืน เอื้อ...เอื้อ)

#31 By นายหมูตุ้ย (125.27.252.52) on 2008-01-22 11:45

ว้าชื่อปกเปลี่ยนไป...งั้นข้างในผมก็ทายเนื้อหาผิดแล้วสิquestion question question

#32 By จิปาถะ on 2008-01-22 12:22


หนังสือเล่มใหม่
ชื่อไฉไล ไม่เกี่ยวกับอวัยวะ
แต่เหมารวมเอาทั้ง "ชีวิต (รัก) ของนิ้วกลม" มาเลยเหรอจ๊ะ


big smile

ปล. หุ หุ หุ จะเอาคอมเม้นท์เก่ามาแปะ ก็จำมะได้แล้วembarrassed

#33 By pattararanee (125.25.95.75) on 2008-01-22 13:45

น่าอ่านมากค่ะพี่เอ๋

ชอบคำนิยมของพี่ศุ บุญเลี้ยงอ่ะ กิ๊วๆ 5555

#34 By Vingt-Neuf (202.44.8.100) on 2008-01-22 17:50

อยากอ่านมากมายเลย
ฟังเพลงของแสตมป์แล้วด้วย..
เพราะมากๆ....


#35 By Tasunyae on 2008-01-22 19:01

วันนี้เปิดตู้จดหมาย มีโปสการ์ดอยู่สิบสองใบ
รู้สึกดีจริงๆ ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ส่งมานะครับ
มีรายนามเจ้าของดังต่อไปนี้

คุณทาทา, นุ่น, พี่จุ๋ม, แก๊งค์ฟลาเนอร์, นัท (tarnat), ฝน, สิ, เหนือ

ว่างๆ จะเอามาแปะในนี้ครับ
ขอบคุณนะครับ
big smile

#36 By A+ on 2008-01-22 19:18

ตะกี้เข้ามาบ้านนี้อีกที ก็คิดถึงอย่างทีพี่แพรพูดเลย
ไม่นึกแฮะว่าพี่แพรจะคิดถึงสิ :]

#37 By สิ (58.8.96.241) on 2008-01-22 21:13

รออ่านอยู่ค่าาา

#38 By ปลาวาฬ (202.28.179.13) on 2008-01-22 22:09

แล้วชื่อเพลงยังคงเป็นทฤษฎีสีชมพูอยู่รึเปล่าคะ

#39 By ♣+.:Cl-lRoNIcLE:.+♣ on 2008-01-22 23:10

ฮิฮิ้วววววว... อยากฟัง อยากอ่านซะแล้วเรา

#40 By ไอฝน (58.64.56.101) on 2008-01-22 23:13

มีใครบางคนบอกว่า
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว
อาจหลงรัก(ตัวหนังสือของ)นิ้วกลมมากขึ้น
สงสัยคงต้องรอพิสูจน์ซะแล้วสิเรา

อืม..แล้วหนึ่งในเพลงเหล่านั้นมีเพลง Minute of love รึเปล่าจ้ะ double wink

#41 By jummdcu (125.24.63.43) on 2008-01-23 00:17

ไม่ว่าจะชื่อไหน
จะรออ่านแน่นอนเลยพี่เอ๋

ตื่นเต้นตลอดเวลา
จริงๆนะนี่

#42 By seventwenty (124.120.72.253) on 2008-01-23 02:27

อ่านจบแล้ว ก็คุ้ยทีโบนขึ้นมาฟังประกอบการอ่านหนังสือสอบเสียเลยดีกว่า

นอกจากเพลงแล้ว...
เราจะมีหนังสือของชีวิตสักกี่เล่มกัน ^_^

#43 By ห.จ.ม.ต. (82.233.116.193) on 2008-01-23 06:08

:D

#44 By เติ้ล (124.120.168.100) on 2008-01-23 10:51

แว่วๆ ข่าวนี้มาจากทางแสตมป์อยู่เหมือนกันครับเอ๋
แหม เลือกเวลาออกได้เหมาะเหม็งมาก
วาเลนไทน์ที่แล้วมีสมองไหวฯ
วานเลนไทน์นี้มี the soundtracks of my love

สงสัยเจ้าพ่อโรแมนติกอย่างพี่บอย โกฯ เจอคู่แข่งมายืนจ่อหายใจรดต้นคอซะแล้ว confused smile

#45 By ทรงกลด (125.25.162.84) on 2008-01-23 22:31

รอ..


ไปร้านบีทูเอส จ่ายตังค์ แล้วเอามาอ่านคะ หน้าปกสีได้ใจจริงๆ ชอบๆคะ

* ชอบคำนิยมของพี่ศุ บุญเลี้ยง คิกๆ double wink

#46 By MilkGarden n__n* on 2008-01-24 00:40

คงต้องรอกลับเมืองไทยสินะ.
โถ่.






อยู่อเมริกา
หิมะตกรอบที่ล้านแล้วค่ะ
ตอนนี้หนาประมาณ ครึ่งฟุตได้

#47 By เม* (71.98.8.181) on 2008-01-24 10:01

อยากได้มาฟังซักเล่มจังค่ะ

รอ รอเพลงรักมาประกอบชีวิต

เติมเต็มให้ชีวิตสวยงาม

cry

#48 By -JpNc- on 2008-01-24 12:20

จาเอา จาเอา!

#49 By iDoi* on 2008-01-24 18:07

โปสการ์ดของเมย์ยังไม่ถึงพี่เอ๋อีกเหรอ

..
เพิ่งผ่านเหตุการณืที่ต้องให้เพื่อนหาเพลง+หาเพลงให้เพื่อนฟังมาหมาดๆค่ะ เป็นประเภทชอบหาเพลงมาตอกย้ำสิ่งที่เป็นอยู่ จะได้จำขึ้นใจ จะได้ไม่เป็นแบบเดิมอีก 55+

#50 By maymories (58.9.48.196) on 2008-01-25 23:25

พี่เอ๋จ๋า...
หนูขอแฮบบางส่วนใน entry นี้ไปใส่ในบลอกบ้างนะ
ชอบมากๆเลย ที่พี่เปรียบความรักกับเพลงเนี่ย
คิดได้ไง สุดยอดมากๆ (^^)

#51 By kaew (203.118.74.96) on 2008-01-27 00:32

ต้องรีบไปซื้อมาซะแร้วววววว

;)

#52 By ziie*c (158.108.210.237) on 2008-01-27 01:28

ชอบจังค่ะ
ชอบที่บอกว่า
"เราเองงนั่นแหละที่เปลี่ยนไปเพราะเพลงไม่เคเปลี่ยน"
เชื่อว่าทั้งสองอย่างสัมผัสได้ด้วยหัวใจจริง........
และไม่ว่าจะเป็นเพลงรักที่สมหวัง หรือเศร้า ดนตรีคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับสามจริงๆนะ
double wink

#53 By ดากานดา (118.173.254.37) on 2008-01-30 15:13