the soundtracks of my love
posted on 21 Jan 2008 10:04 by roundfingerสวัสดีวันหิมะตกครับ!
เมื่อวาน ผมได้แปะโปสเตอร์โฆษณาหนังสือเล่มล่าของตัวเองลงบนผนังร้านคุกกี้แห่งนี้ แต่แล้วไม่ทันไรก็ดึงออกไปเสียดื้อๆ มันมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังนิดหน่อยครับ
จะว่าไป ผมไม่เคยเล่าถึงกระบวนการในการตั้งชื่อหนังสือของผมเลย ซึ่งจริงๆ จะเรียกมันว่า "กระบวนการ" ก็ดูจะจริงจังเกินไปหน่อย เพราะมันไม่ค่อยจะมีกระบวนการสักเท่าไหร่ ชื่อหนังสือแต่ละเล่ม มักจะเกิดขึ้นจากการครุ่นคิดอย่างหนัก บางเล่มก็ลิสต์จนเต็มกระดาษ แล้วก็ค่อยๆ วงเลือกเอา แต่บางเล่มก็ไม่ได้จดลงกระดาษเลย นั่งนึกตอนขับรถ คิดแล้วก็ทดไว้ในสมอง เมื่อรถจอดจึงหยิบปากกาขึ้นมาจด และชื่อที่นึกตอนไม่มีกระดาษ มักจะเป็นชื่อที่เลือกเสมอ แปลกดีเหมือนกัน
เคยมีคนบอกว่า เราจะคิดอะไรออกก็ต่อเมื่อใช้เวลากับมันมากๆ แล้วก็พักสักหนึ่งเฮือก ความคิดดีๆ จะออกมาตอนที่เราเผลอ อาจจะจริง เวลาเราทำหน้าครุ่นคิดเคร่งเครียด มันจะเข้ามาแต่ก็คงกลัวจะถูกตวาดไล่ให้ไสหัวไป!
สองคืนก่อน ผมนอนคิดชื่อหนังสือเล่มใหม่กลิ้งไปมา กระทั่งหลับคาปากกาและกระดาษ ผมทดเอาไว้พอสมควร ตื่นขึ้นมา ก็กระชากปากกาที่ปักอยู่ที่กระพุ้งแก้มออกมา หยิบทิชชู่เช็ดเลือด ปั้นดินน้ำมันอุดรูแผลให้เลือดหยุดไหล แล้วจึงทดชื่อต่ออย่างไม่ย่อท้อ รวมชื่อในกระดาษที่ทดด้วยลายมือ กับชื่อบนแผ่นสี่เหลี่ยมขาวๆ ในหน้าจอมอนิเตอร์เข้าด้วยกัน ผมว่ามันอาจจะเฉียดๆ ร้อยชื่อ
มีบ้างที่ชอบ แต่ไม่ชอบที่สุด
ผมกับพี่แป๊ด (บ.ก.) คุยกันไว้ว่า เราตุนชื่อ "ทฤษฎีสีชมพู" เอาไว้ ยังไงก็ยังมีชื่อนี้ที่เราพอใจกันทั้งสองฝ่าย แต่ผมยังรู้สึกว่า น่าจะมีชื่อที่เหมาะสมกับหนังสือเล่มนี้อีก เพียงแค่ผมยังไม่เดินไปชนมันเท่านั้น
เมื่อวานเย็น ระหว่างนั่งรอสปาเก๊ตตี้หมูทอด จู่ๆ ชื่อหนังสือที่ผมเคยตั้งเอาไว้ตั้งนานนมก็ปรากฏขึ้นในหัว "เพลงประกอบชีวิต" (The Soundtrack of Life) แล้วผมก็ทำตาโตลุกโพลง จนพนักงานเสิร์ฟนึกว่าผมเจอทองสองสลึงในจานสปาเก๊ตตี้ เปล่า พ่อครัวไม่ได้ทำสร้อยทองหล่น แต่ผมเจอชื่อแล้ว มันอยู่ในจานสปาเก๊ตตี้นี่เอง
ผมหยิบกระดาษปากกาขึ้นมาจดและลองสเก็ตช์ปกเรียบๆ คิดว่าถ้าเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษน่าจะสวยดี และพอดีว่าชอบคำว่า soundtrack เสียด้วย ก็เลยทดลงไปว่า "the soundtracks of my love" โดยมีชื่อภาษาไทยห้อยต่องแต่งอยู่ข้างล่างว่า "เพลงรักประกอบชีวิต"
ทันใดนั้นผมก็นึกออกว่า มันคือเนื้อหาในหน้าแรกที่ผมนั่งลงเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ลืมมันไปแล้ว เพราะเรา (ผมกับพี่แป๊ด) คุยกันว่า เราจะตัดมันทิ้งไป เพราะผมมีคำนำใหม่ใส่ลงไปในเล่ม
วันนี้ ผมลองเปิดมันออกมาอ่านอีกครั้ง และมันก็ยิ่งตอกย้ำกับผมว่า ไม่มีชื่อไหนที่จะเหมาะไปกว่าชื่อนี้อีกแล้ว "the soundtracks of my love" หรือ "เพลงรักประกอบชีวิต"
เหตุผลอยู่ด้านล่างนี้ครับ
..................................
หากชีวิตมีเพลงประกอบ
หากชีวิตของเราเป็นอัลบั้มเพลงสักหนึ่งอัลบั้ม มันจะบรรจุเพลงใดไว้บ้าง
และจะมีด้วยกันทั้งหมดกี่เพลง
อัลบั้มเพลงโดยทั่วไปมักมีส่วนผสมของเพลงเร็วและเพลงช้า เพลงสุขสมหวังและเพลงเศร้า จะว่าไปมันก็คล้ายกับชีวิตของคนเราเหมือนกัน ไม่มีอัลบั้มไหนสดใสร่าเริงไปเสียทุกเพลง หรือต่อให้มี เมื่อฟังมาถึงเพลงที่หกหรือเจ็ดก็อาจจะเริ่มเอียนกับความสดใสและท่วงทำนองอันคึกคักแล้วก็เป็นได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าจะมาเศร้ากันตั้งแต่ต้นจนจบอัลบั้ม คอตกกันตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายก็ดูจะหดหู่เกินไปหน่อย
ชีวิตที่สมดุลและธรรมดา ย่อมมีสุขกับทุกข์สลับกันไปมาแก้เบื่อ
อัลบั้มเพลงที่สวยงามและรื่นรมย์ ก็ไม่ต่างกัน
ไม่เฉพาะเพลงแห่งความสุขสนุกๆ เท่านั้นหรอกที่รื่นรมย์ เพลงเศร้าบางเพลงก็สวยงาม เศร้าแค่ไหนก็ไพเราะ และยังอยากฟังซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่ต่างกับความรักบางครั้ง เศร้า แต่ก็อยากฟังซ้ำ
หากนำเพลงทั้งหมดที่มีในโลกนี้มาเทรวมกัน เราคงจะเห็นว่าโลกนี้มีเพลงรักเกินกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เพลงรักก็ไม่เคยเพียงพอ โลกยังคงต้องการเพลงรักเสมอ เพราะปริมาณเพลงรักก็ยังน้อยนัก หากเทียบกับปริมาณความรักที่โลกมี และหากอยากคำนวณหาจำนวนของคนที่มีความรัก อย่างต่ำที่สุดคงต้องเอาสองคูณจำนวนความรัก เห็นไหมว่าไม่ใช่น้อยๆ เลย
บางคนตั้งคำถาม-ทำไมเพลงมากมายจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรัก ต่างจากหนังหรือหนังสือซึ่งมีเรื่องรักจำนวนน้อยกว่า เป็นไปได้ไหมว่า เพราะเพลงกับความรักมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายกัน ทำให้ไปด้วยกันได้ดี คือทั้งคู่เป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสด้วยใจ นั่นหมายความว่า เราฟังเพลงและฟังความรักด้วยสมองด้านอารมณ์ ไม่ใช่ด้านเหตุผล เราชอบใครสักคนหรือเพลงใดสักเพลง เราไม่เคยมานั่งคิดหาคำตอบว่าทำไมเราจึงชอบ เรามักจะชอบไปก่อนแล้ว ชอบไปเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยกลับมาย้อนถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงชอบเพลงนั้น ทำไมเราถึงรักคนคนนี้
แต่-แน่ใจหรือว่ามีคำตอบ และแน่ใจหรือว่าควรตอบ
ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผลแจ่มชัดนักบางครั้งมันก็บริสุทธิ์ดี
จะว่าไป เวลาที่เราชอบอะไรเราไม่ค่อยต้องการเหตุผลเท่าไหร่หรอก แต่เวลาจะเลิกชอบนั่นต่างหากที่ต้องขนเหตุผลมากองไว้ตรงหน้า เพื่อหลอมรวมมันเป็นกรรไกรเอาไว้ตัดใจจากสิ่งที่เคยรัก
ผมมักจะชอบเพลงๆ หนึ่งโดยที่ไม่ทันตั้งตัวเสมอ รู้สึกตัวอีกทีก็ชอบมันไปแล้ว บางเพลงก็ชอบตั้งแต่ได้เจอกันครั้งแรก บางเพลงก็รู้สึกเหมือนเป็นเพลงที่รอมานาน (ยังจำความรู้สึกตอนได้ยินเพลง ก่อน ของโมเดิร์นด็อก ครั้งแรกในวิทยุได้เลยว่า รู้สึกเหมือนได้เจอหญิงสาวที่รอมานาน ก่อนเจอเราบอกไม่ได้ว่า เธอรูปร่างหน้าตา ท่าทาง ลักษณะ นิสัยเป็นยังไง แต่พอเจอแล้วมันช่างใช่ไปเสียหมด—จนความรักเธอเข้ามา ทำให้ดวงตาของฉันมันสดใส) บางเพลงก็เหมือนบางคน ชอบเพราะเจอกันบ่อย จากเฉยๆ กลายเป็นชอบ จากชอบก็กลายเป็นติดเข้าไปในหัว มันค่อยๆ ซึมเข้าไปเพราะความคุ้นเคย บอกไม่ได้ว่าเริ่มชอบเพลงนั้นในวันไหน แหม ใครจะไปรู้ตัว
จากย่อหน้าที่ว่ามา เพลงกับคนรักดูเหมือนจะคล้ายกันอยู่ไม่น้อย
สิ่งหนึ่งที่เพลงต่างไปจากคนที่เรารัก คือ เพลงไม่เคยเปลี่ยน มันเคยเป็นของมันแบบไหนมันก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอด ทุกครั้งที่เรากลับไปหามัน มันไม่เคยทำให้เราเสียใจ หรือผิดหวัง ยังคงไพเราะเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน หากเราฟังแล้วมันไม่เพราะเหมือนเดิม ก็คงต้องยอมรับความจริงว่า เราเปลี่ยนไปแล้ว เราเองนั่นแหละที่เปลี่ยนไป เพราะเพลงไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ
ไม่แปลกหรอกละมัง ถ้าเราจะเบื่อหรือรู้สึกเฉยๆ กระทั่งรำคาญเพลงที่เราเคยชอบนักชอบหนา แหม จะมีสักกี่เพลงกันที่เราจะหลงรักมันตลอดไป ตกหลุมรักซ้ำๆ ได้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า และอยากฟังมันซ้ำๆ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี
มีสักกี่เพลงที่เป็นเช่นนั้น
ในหนึ่งชีวิตของเรา คงมีเพลงให้รัก-หลง-ลืมจำนวนไม่น้อย แต่มีเพลงจำนวนหนึ่งที่ติดอยู่ในความรู้สึกเสมอ มันติดอยู่ในนั้นเหมือนที่เศษซากความทรงจำภาพเก่าๆ ของใครบางคนติดอยู่ในซอกสมอง ไม่สามารถแซะให้มันหลุดออกมาได้ ทุกครั้งที่เราได้ยินเพลงเหล่านี้ ภาพเก่าๆ ก็จะผุดพร่างขึ้นมากลางอากาศทันที
เป็นภาพเก่าๆ เป็นภาพเดิมๆ
นอกจากเพลงเพลงหนึ่งจะประกอบขึ้นจากเนื้อร้องและทำนองแล้ว มันยังมีส่วนผสมของความทรงจำส่วนตัวของแต่ละคนอยู่ในนั้นด้วย เมื่อมันได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ได้เข้าไปเป็นเพลงประกอบในฉากชีวิตเหล่านั้น มันก็กลายเป็นวัตถุทรงจำชิ้นหนึ่งไป
เหมือนเวลาที่เราเห็นของบางชิ้นที่ใครคนนั้นเคยมอบให้ แล้วภาพเก่าๆ ก็จะปรากฏขึ้น
บนโลกใบนี้มีเพลงรักเป็นหมื่นล้านเพลง จะมีกี่เพลงที่เราจดจำและอยากฟังอีกครั้งแล้วครั้งเล่า มีกี่เพลงที่ฟังกี่ครั้งก็ยังสวยงามเสมอ มีกี่เพลงที่แม้จะเศร้า แต่เราก็อยากเศร้ากับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก
สำหรับผม-มีไม่กี่เพลงหรอกครับ
บนโลกใบนี้มีผู้คนหกพันล้านคน จะมีกี่คนที่เราจดจำและหวนคิดถึงทุกครั้งที่ได้ยินเพลงที่มันเคยประกอบช่วงเวลาที่เราใช้สอยร่วมกัน มีกี่คนที่เรายังคงรำลึกถึงเสมอแม้ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย
มีไม่กี่คนหรอกครับ
หากหนังสือเล่มนี้เป็นอัลบั้ม นี่คืออัลบั้มเพลงประกอบชีวิต (The Soundtrack of Life) ส่วนหนึ่งของผม เป็นเพลงที่ ‘ประกอบ’ ร่างชีวิตส่วนหนึ่งของผมขึ้นมา และมันยังคงเป็นชิ้นส่วนสำคัญกระทั่งถึงทุกวันนี้ และผมคิดว่ามันน่าจะคงอยู่ตลอดไป
เพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้ เป็นเพลงที่ผมยังคงหยิบมันขึ้นมาฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีเบื่อ
ครับ ผมชอบมัน และชอบเหตุการณ์ทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในเพลงเหล่านี้ เป็นมิวสิควิดีโอที่มีผมและคนน่ารักๆ เหล่านั้นร่วมกันแสดงวันนี้พอจะมีเวลาไหมครับ หาโซฟานุ่มๆ สักตัว เลือกที่เอนหลังลงไปแล้วรู้สึกสบาย (แต่อย่าสบายมากเกินไป เดี๋ยวจะหลับไปเสียก่อน) หยิบคอตตอนบัตมาปั่นหูให้สะอาด แล้วมานั่งฟังเพลงไปพร้อมๆ กัน บางช่วงของบทเพลง ภาพความทรงจำของคุณเองอาจจะหลุดลอยออกมาปะปน บางจังหวะคุณอาจนึกถึงเพลงประกอบชีวิตในอัลบั้มของคุณบ้าง
นึกถึงเพลงที่คุณชอบ นึกถึงคนที่คุณรัก



(ขำคืน เอื้อ...เอื้อ)
อยากรู้จักเพลงนั้น อิอิ
#4 By jummdcu (125.24.40.231) on 2008-01-21 11:23